Profilo di Narongความหวังอันยิ่งใหญ่ที่ทุ...FotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

Narong Ponrattananukul

Windows Media Player

Meteo

Caricamento in corso...

ความหวังอันยิ่งใหญ่ที่ทุกคนตามหาไม่ห่างไปจากคนที่หามันเอง

Foto 1 di 2
26 novembre

การซื้อน้ำยาล้างจานที่ถูกต้อง (only apply in NZ)

พูดถึงเรื่องการซื้อน้ำยาล้างจาน ทุกคนก็มักจะคิดว่า มันจะต้องเอามาตรวจสอบป่าวหว่า เพราะว่าเราดูไม่ออกว่าอันไหนดีไม่ดี แต่ที่กระผมกำลังพูดอยู่นี้ คือ การไปซื้อน้ำยาล้างจานต่างหาก

อย่างแรก หากบ้านของท่านอยู่ใกล้ร้านสะดวกซื้อ หรือ ซุปเปอร์มาเก็ต โปรดสละเวลาซักเล็กน้อย เดินไปซื้อ ถือว่าออกกำลังกายไปในตัว

อย่างที่สอง หากบ้านของท่านอยู่ไกลจากร้านค้า ยกมือโบกรถเมล์เลยคับ หรือไม่ก็แท็กซี่ก็ได้ (แต่อันนี้คงไม่มีใครทำ - -)

อย่างที่สาม หากท่านมีรถส่วนตัว, จักรยานยนตร์ หรือ จักรยาน(<--อันนี้แนะนำให้ใช้คับ) จะเป็นการสะดวกส่วนตัว และจะทำให้ใช้เวลาในการไปซื้อน้อยลง

อย่างที่สี่*** (เน้นย้ำ) ในกรณีที่ท่านไม่มีรถ หรือ พาหนะ เป็นของตัวเอง แต่มีเพื่อนให้คอยเกาะกิน(เพราะมันมี^^) ได้โปรด คาดเข็มขัดนิรภัย ด้วยเถอะค๊าบ...

หมายเหตุ: จากประสบการณ์ที่ผมประสพมา นั่งรถเพื่อนไปซื้อน้ำยาล้างจาน  ร้านที่ไปซื้อห่างจากบ้านประมาณ ไม่กี่ร้อยเมตร น้ำยาขวดนั้นราคา NZ$4.50 (ก็แพงนิดหน่อยอ่ะนะ) และตอนทางกลับนั้นเอง อีกประมาณ 20เมตร ก็จะถึงหน้าบ้าน แต่แล้วพี่ตำรวจก็โผล่มาจะเอ๋ กับพวกผมตรงทางแยก - - แล้วกระผมก็ไม่ได้คาดเข็มขัด โดนปรับไป NZ$150.00 ถ้วน

และวันนั้นคือวันที่ผมได้ไปซื้อน้ำยาล้างจานที่แพงที่สุดเท่าที่ผมเคยซื้อมา

13 settembre

Good Charlotte

I Don't Wanna Be In Love
 
She’s going out to forget they were together
All that time he was taking her for granted
She wants to see if there’s more
than he gave she’s looking for

He calls her up
He’s trippin on the phone now
He doesn’t want her out there
And alone now
He knows she’s movin it
Knows she’s using it
Now he’s losing it
She don’t care

Everybody put up your hands
Say I don’t wanna be in love
I don’t wanna be in love
Feel the beat now
If you’ve got nothing left
Say I don’t wanna be in love
I don’t wanna be in love
Back it up now
You’ve got a reason to live
Say I don’t wanna be in love
I don’t wanna be in love
Feelin' good now
Don’t be afraid to get down
Say I don’t wanna be in love
I don’t wanna be in love

He was always giving her attention
Looking hard to find the things she mentioned
He was dedicated
But most suckers hate it
That girl was fine
But she didn’t appreciate him

She calls him up
She’s tripping on the phone now
He had to get up
And he ain’t comin home now
He’s tryin to forget her
That’s how we come with him
When he first met her
When they first got together

Everybody put up your hands
Say I don’t wanna be in love
I don’t wanna be in love
Feel the beat now

If you got nothing left
Say I don’t wanna be in love
I don’t wanna be in love
Back it up now
You got a reason to live
Say I don’t wanna be in love
I don’t wanna be in love
Feelin' good now
Don’t be afraid to get down
Say I don’t wanna be in love
I don’t wanna be in love

To the beat (x3)
You got nothing to lose
Don’t be afraid to get down

We break up
It’s something that we do now
Everyone has got to do it sometime
It’s okay, let it go
Get out there and find someone

It’s too late to be trippin' on the phone here
Get off the wire
You know everything is good here
Stop what you’re doin'
You don’t wanna ruin
The chance that you got to
find a new one

Everybody put up your hands
Say I don’t wanna be in love
I don’t wanna be in love
Feel the beat now
If you got nothing left
Say I don’t wanna be in love
I don’t wanna be in love
Back it up now
You got a reason to live
Say I don’t wanna be in love
I don’t wanna be in love
Feelin' good now
Don’t be afraid to get down
Say I don’t wanna be in love
I don’t wanna be in love

Nooo...Noooo

Now you know what to do, so come on feelin' good
 
22 luglio

วันๆที่ผ่านมา

วันหยุด สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ผ่านไปอย่าง
"น่าเบื่อหน่าย" ไม่มีไรเลย นอกจาก "ตัวเอง"
เพราะช่วงที่อยู่ที่นี่มา ห้าเดือน ไม่ค่อยได้หา
เพื่อน เลยไม่ค่อยมีคนไปไหนมาไหนด้วย
สิ่งที่ช่วยให้ผ่านพ้นเวลาเหล่านั้นไปได้ก็คือ
ร้านเช่า DVD ตรงข้ามบ้าน ซึ่งมีราคาพอตัว
ตั้งราคาต่างกันตามจำนวนวันที่ออก อย่างเช่น
หนังใหม่เพิ่งทำเป็นแผ่นก็จะราคาแพง ประมาณ
8 ดอล และยังเช่าได้เพียงวันเดียวเท่านั้น - -
ถ้าเป็นหนังที่ออกมานานแล้วก็จะ ราคาถูกกว่า
เลยไปเช่าหนังตลกมานั่งดู ขำไป 14 วัน
เหมือนคนบ้า
แต่มันก็ไม่แย่ซะขนาดนั้น(ไม่ได้ดูตลอด14 วันหรอก
บางวันก็ไปดูหนังโรงมั้ง อยากดูตั้งหลายเรื่อง
แต่กลัวถังแตก และอดแดก ก็เลยต้องออมๆไว้บ้าง
มีวันนึงใกล้ๆเปิดเทอม All Black ทีมรัคบี้ ของ NZ
ได้กลับมาที่ ChristChurch เพื่อที่จะแข่งกับ
ทีม South Africa เพื่อนมาชวนให้ไปดูด้วยกัน
พอถึงวันนัด ก็ไปเจอกันในเมือง ตอน6โมงเย็น
เป็นเวลาที่เหมาะเจาะมากเพราะเกือบตกรถ - -
(วิ่งออกจากบ้านแบบติดเกียร์หมา) พอถึงเมือง
ก็หาไรกินก่อนไปดูการแข่ง ที่ร้าน Asian Food Court
ซึ่งได้เจอคนไทย หลายๆคน(ที่ไม่รู้จักเลยไม่กล้าทัก)
ใส่เสื้อแขนยาวปกปิด Wrist Band เล็กน้อย
สั่ง Fried Noodle ของร้านคน SG
คิดถึงสำเนียงนิดๆแต่ก็ยังไม่อยากได้อยู่ดี หึหึ
ตอนนั้นเป็นเวลา 6.30pm ซึ่งได้เวลาไปที่สนามแข่งแล้ว
ยืนรอกับเพื่อนตรงป้ายรถเมล์(Shuttle Bus) สามคน
มันเป็น บัสฟรี ไปส่งรอบๆเมือง เลยมีคนขึ้นเยอะ
พอยืนรอไปสิบห้านาที รถบัสก็มา เลยค่อยๆทยอย กันขึ้น
พอกำลังจะก้าวขึ้นปุ๊ป คนขับก็ โยน Hi5 เกือบจะโดนหน้า
แล้วบอกว่าให้รอคันต่อไป อีก10นาที อยากจะโดดถีบสองขา
ใส่หน้ามันเลย - - แต่ก็ต้องรอต่อไป รอ รอ รอ และมันก็มา
แล้วมันก็ไป.... ซึ่งแต่ละคนมองหน้ากันอย่างสับสน
ตูก็เลยเลิกล้มความตั้งใจ เพื่อนมันก็บอกว่าเดินไปได้
แล้วทำไมไม่เดินตั้งแต่แรก ละเว้ยยยย
เดินไปใช้เวลาไม่กี่สิบนาทีเอง
ไอสาดด แต่ก็โอ ยังได้ดูการแข่งอยู่
ได้นั่งข้างหลัง Goal ซึ่งเป็นมุมที่โอ แต่ไม่ได้ดีขนาดนั้น
ข้างหลังเป็น จอยักษ์ ก็ไม่เลว ติดตามเกมทัน
เกมก็เริ่มในทันทีหลังจากร้องเพลงชาติกันครบแล้ว
ไอคนที่ นั่งอยู่ด้านหน้าสองสามที่นั่ง
ก็เริ่มเล่น Mexican Wave เลย
มันก็พยายามจัง นับถอยหลัง ไอเราก็ช่วยมันหน่อย
Stand มันแยกออกเป็นสี่ส่วน รอบสนาม
ไอwave ของเรามันไปได้แค่สุดของStand ที่เรานั่งอยู่เอง
ไอเพื่อนมันก็หันมา ตะโกนใส่ คนอื่นๆ
"YOU GUYS ARE FUCKING SUCK!"
มันพูดแบบขำๆ แต่ละคนก็หัวเราะ
และไอคนที่นับถอยหลังมันก็ลอง Second Attempt
ซึ่งประสบความสำเร็จ เนื่องจากความช่วยเหลือของ
คนที่นั่งStand ถัดไปและถัดไปและถัดไป
ในระหว่างครึ่งหลัง ไอคนนั้นมันจะเอาอีกรอบนึง
พอมันนับปุ๊ป Staff ก็มาปั๊ป แล้วรู้สึกว่ามันจะเมาเล็กน้อย
เลยถูกจูงออกจาก ที่นั่งของมันไป (ไปไหนก็ไม่รู้- -)
เกมจบด้วยแต้ม 36-6 NZ won SA
และก็เก็บข้าวเก็บของกลับบ้าน
นอนหลับแบบ baby
 
นี่คือสองชั่วโมงของวันหยุดที่มีอะไรให้ทำ
 
ปล. อยากกลับไทยแล้ว ToT
     หิวด้วย ฮะจิบัง เซ็น ฟูจิ พิซซ่าฮัต ^^
     คิดถึงทุกคน YoY
     ไม่เคย....ซักที ==
 
13 maggio

ช่วงเช้าที่ Airport

เมื่อวันพฤหัสเพื่อนมาทักแล้วชวนให้ไปช่วยเป็นล่าม
ให้กับเค้าหน่อย เพราะว่าเด๋วมีกลุ่มเด็กไทยบินมา
อย่างที่พูด เด็ก อ่ะนะ ไอเราก็ เด็ก แต่พวกนั้นเด็กก่า
เค้านัดให้ไปวันอาทิตย์ตอนเช้า 7.30 ที่หน้าบ้าน
เราก็รับคำไปแล้วก็ลากันไป
 
เรื่องมันเกิดขึ้นก่อนเช้าวันอาทิตย์ซึ่งก็คือ
เสาร์ กลางคืนนนนนนนนน
มันเป็นฟามรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิมตอนที่เดินไปนอน
มันเหมือนกับ ไม่อยากนอนอ่ะ ตาเงี้ยสว่างจ้า
แต่ก็ช่วยไม่ได้ต้องนอนเร็วเด๋วตื่นไม่ไหว
หลับตาลงนอน ทุกอย่างเข้าสู่ความมืด
ตอน สามทุ่ม
นาฬิกาเดินไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง
สี่ทุ่ม
มันก็ยังเดินต่อไปอีก
ห้าทุ่ม
ทำไมไม่หลับฟ่ะ - -
 
รู้สึกตัวอีกทีก็ห้าทุ่มแล้ว เวลาผ่านไปเรื่อยๆ
ตอนนั้น ตั้งใจเลยว่าต้องหลับให้ได้
หลับตาลงอีกครั้ง คิดอยู่ในหัวว่า
"หลับ หลับได้แล้ว โอ๊ะ หิวแฮะ
ไม่ได้ต้องหลับ"
และแล้วในที่สุดก็หลับไปจนได้
คิดว่า รู้แม้กระทั่งตัวเองฝันอยู่
แอบดีใจในฝันว่าตัวเองหลับแล้วอ่ะ
แต่เรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น
ตูตื่นขึ้นมา ตอน ตีสอง
 
โอ้ว หม่าย ก็อด
คอแห้งผาก หิวกระหายน้ำสุดๆ
เลยเดินไปกระดก น้ำส้มไป หนึ่งแก้วกะอีกครึ่งนึง
จากนั้นก็เดินกลับไปนอน
แล้วมันก็กินเวลาไปปรมาณเกือบครึ่งชั่วโมง
ในการที่จะหลับอีกครั้งนึง
 
กริ๊งงงงงงงงงง
นาฬิกาปลุกตอนหกโมงเช้า
ซึ่งตัวตูเองนั้นได้ตั้งเอาไว้
รู้สึกเคืองๆเล็กน้อยแต่ก็พอทน เพราะต้องไปหาเพื่อน
โยนตัวเองออกจากเตียงเพื่อจะได้ไม่งีบต่อ
อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว เสร็จ ภายใน หนึ่งชั่วโมง
 
ก้าวแรกของการเดินออกจากบ้านในเวลายามเช้า
อุณหภูมิ สี่ องศาเซลเซียส
พูดทุกคำเป็น ไอน้ำ ออกมาทากปาก
ชอบที่มันเป็นแบบนั้น แต่ไม่ชอบที่มันหนาวเกินไป
ใช้เวลาเดินไปบ้านเพือนประมาณสิบห้านาที
อยู่ใกล้กันพอประมาณ
จากนั้นก็ออกรถพาไปที่สนามบิน
เจอกลุ่มเด็กไทยที่กำลังจะเดินทางกลับไทย
 
ในช่วงเวลานั้นได้ช่วยอะไรเล็กน้อย
เป็นล่ามให้นิดนึง
แล้วทุกอย่างก็จบลงแบบไม่ค่อยจะดีนัก
ปัญหาอยู่ที่ว่าน้ำหนักกระเป๋าเกิน
และถือขึ้นเครื่องได้คนละ หนึ่ง ใบ เท่านั้น
แถมได้แค่ 7 กิโลกรัม ด้วย
เลยเอาบางส่วนไปแอบๆ
แต่ตอนก่อนขึ้นเครื่องก็ถูกจับได้
แต่เค้าก็คล้ายๆจะอนุโลมให้แล้วก็ให้ผ่านเข้าไป
 
ได้อาหารเช้าเปงค่าแรง
แล้วก็กลับมาที่บ้าน
นอน
 
ปล. หวังว่าคงจะไม่เป็นไรนะเรื่องกระเป๋าน่ะ
 
03 maggio

ทิ้งห่างไปนาน คิดถึงเหลือเกิน

เริ่มจากช่วงตอนเพิ่งปิดเทอม ดีใจสุดๆ ดีใจแบบ
เหมือนกับว่า เรียนจบปี12 แล้ว แต่ยังไม่จบ
ในธนาคารมีเงินอยู่ประมาณ 800 ดอล (1$ = 25บาท)
มีเยอะเพราะว่าไม่ได้ใช้เลยช่วงเรียน  ไม่ได้ออกจากบ้าน
ไม่ได้ไปกินข้าวข้างนอก ไม่ได้ช็อป ไม่ได้...อะไรก็แล้วแต่
รู้สึกเหมือน มหาเศรษฐี มาทันใด และแล้ว
ช่วงฤดูกาล "เงินออกจากธนาคาร" ก็มาถึง
เริ่มจากวันแรก ไม่สิ วันศุกร์หลังเลิกเรียน
มีหนังน่าดูมากมาย แต่ก็ดูได้วันละเรื่องเอง
เลือกดูเรื่อง เรื่องไรหว่า จำไม่ได้และ จำได้แต่ว่าดู
แล้วนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้
 
วันที่ต่อๆมาเริ่มออก อาการ ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย
ออกไปซื้อของกินที่ห้างบ้างล่ะ อย่าถามว่าทำไม
ไม่ไป เซเว่น เพราะว่ามันไม่มี แล้วถ้าถามอีกว่า
มินิมาร์ท ล่ะ มันแพงกว่าห้าง สองถึงสาม เท่า
แล้วห้างก็อยู่แค่ ห้า ถึง หก ร้อยเมตรจากบ้านเอง
หนังมันส์ๆก็เข้ามาเรื่อยๆ (พูดไปงั้นอ่ะ มี สี่ ห้า เรื่องเอง)
แต่ก็พอที่จะไปดูได้ทั้ง สองสัปดาห์ ของ วันหยุดที่มี
มีวันนึง ไปกะเพื่อน หุหุ พาก็กันไปดูหนัง เรื่องไรก็ไม่รู้ลืมไปแล้ว
ก่อนที่จะดูหนังเหลือเวลาอยู่เกือบสองชั่วโมง
สายตาอันแหลมคม ดั่งปากของปลาดาบก็ได้เหลือบ
ไปมองเห็นร้านอาหาร อิตาลี โอ้ว อิตาลี มันต้องหร่อยแน่ๆ
เพราะว่าเพื่อนบอก เหอๆ เคยกินมาก่อนๆ เราก็ลอยเข้าร้าน
ตามความต้องการของน้องกระเพาะอาหารเค้า
โหว และแล้วก็สั่งมา พิซซ่า หน้าไก่ กับ อะไรซักอย่าง
ราดซอส บาบีคิว หุหุ หร่อยมากๆ ไม่ได้ถ่ายรูปมา
เพราะกินมันหมดไปซะก่อน - - ไว้วันหลังละกัน
อีกอย่างก็ สปาเก็ตตี้ เลือกเส้นได้อีก สุดยอดเลย
แต่เพราะด้วยความอ่อนภาษาอังกิด อย่างรุนแรง
เลยทำให้ไม่รู้ว่าเส้นไหนชื่ออะไรบ้าง เหอๆ
เลือกมั่วๆไป อยากได้เส้นแบนๆยาวๆ คนรับออร์เดอร์
ก็เดินไป แล้วกลับมา พร้อมกับ สปาเก็ตตี้ เส้น "มะกะโรนี"
สิ้นหวังที่จะเปลี่ยน เลยจำใจกระเดือกลงคอไปซะ
พอเริ่มเข้ากลางๆสัปดาห์ ของวันหยุด บางอย่างก็เริ่มออกผล
ความน่าเบื่อ เริ่มเข้าครอบงำ สิ่งที่อยากทำก็ทำไปหมดแล้ว
เพื่อนๆมันก้อไปเข้าค่ายกันหมด แล้วหนังก็ไม่หนุกซักเรื่อง
เวลาผ่านไปช้า เหมือนกับที่อยากให้มันเป็น และมันก็เป็น
แต่มันก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ยากเกินไปสำหรับคนอย่างเรา
เราต้องทำการบ้าน ให้เสร็จ ภายใน ช่วงที่หยุดนี้
แล้วมันก้อเสร็จแค่ แปดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ในวันก่อนวันสุดท้าย
ของวันหยุด และในวันสุดท้ายที่ไม่มีอะไรทำก็ได้พาตัวเอง
เดินไปที่ห้องอีกครั้ง ไม่ได้ไปซื้ออะไรแต่ไปเช็คเงิน
ปรากฏว่า เหลือเงินอยู่ $150 โอ้วพระเจ้าใช้เงินยังไงเนี่ย
จา800เหลือ150 ฮ่าๆๆๆ สุดยอดเลย
หลังจากนั้นมาก็เริ่มต้นชีวิตใหม่
ตามทาง ของในหลวง
"ชีวิตพอเพียง"
 
ปล. คิดถึงทุกๆคนเลย
 
15 marzo

วันที่อากาศหนาวมาเยือน

สองสามวันที่ผ่านมารู้สึกว่าอากาศจะเปลี่ยนแปลงบ่อย(Season Change)
สองวันก่อนฝนตกตลอดเลย แล้วเราก็ดันขี่จักรยานไปด้วยนี่สิ
ไอเสื้อ กะ กางเกง ที่เราใส่มันก็ดันไม่ใช่ธรรมดาๆ เพราะเช่าของที่โรงเรียนเอา
มันทำมาจากขนอะไรก็ไม่รู้ ดันเข้าเครื่องซักผ้าธรรมดาๆไม่ได้
ต้องส่งไปให้ทางร้านซักรีดซัก แต่เอาจริงๆ ใส่มา เดือนก่าๆแล้วยังไม่เคยส่งเลย
 
ตอนอยู่โรงเรียนก็สุดยอด ทาง Host เค้าทำข้าวกล่องไว้ให้เป็น แซนวิช สองคู่
เราก็กินมันซะเกลี้ยง แล้วก็เริ่มปฏิบัติการ ตามล่าหาของเหลือ
เดินไปซะทั่วห้อง ถามเค้าว่า กินหมดมั้ย ไม่หมดเอามาให้เราได้มั้ย อย่าทิ้งนะ
แล้วเค้าก็ให้มา บ้างก็แซนวิช บ้างก็แอปเปิ้ล บ้างก็มาม่าอืดๆ
เราก็สำราญใจกินมันซะเกลี้ยง ไม่เหลือหลอ ที่พูดมาทั้งหมดอยู่ในมื้อเดียวกัน
 
ตอนนี้อากาศก็เริ่มหนาวแล้ว ปกติ เสื้อที่โรงเรียนบอกให้ใส่จะเป็นพวก โปโลสีขาว
แล้วก็ใส่กางเกงขายาว แล้วก็มีเสื้อ เจอซี่ คล้ายๆกับเสื้อกันหนาว
มันสีแดงดูแปลกๆ - - ปกติไม่ค่อยชอบใส่ แต่เพราะหนาวเลยช่วยไม่ได้อ่ะ
แล้วตอนที่หนาวที่สุดก็คือ ตอน ปั่นจักรยาน สายลมไม่เคยปราณี
มือที่จับคันบังคับก็แข็งซะจนปวด เจ็บไปจนถึงปลายนิ้ว คล้ายๆกับน้ำแข็งกัด
 
มาที่นี่ได้เดือนนึงแล้วก็เริ่มๆจับจุดได้ แล้วก็เริ่มตลอน เสเพล ตามภาษาเด็กกรุง
เริ่มจากหาร้านอาหารกับเพื่อน ในเมือง ไม่ก็เล่นเกมส์ตู้ เงินหายอื้อ
เมื่อวานไปกินอาหารไทยมา ดูราคา ข้าวผัด พระเจ้า! 13.95 ดอล แม่เจ้าโว้ย!
ใครจะไปกินลง แล้วดูรูปร่างของขนาดจานในรูปก็แหม เหมาะกันดีเนอะ
แล้วก็ได้แต่สั่งข้าวเป็น โถ แบ่งๆกันกินกับ ต้มยำ ยำหมู หมูกระเพรา และไข่เจียวหมูสับ
 
เริ่มกังวลกับน้ำหนักตัวเอง เพราะอยู่มาเดือนนึง แถมกินมากกว่าอยู่ที่สิงประมาณสามเท่า
มันน่าจะเพื่มบ้างล่ะน่า แต่พอถาม Host เค้าว่ามีที่ชั่งน้ำหนักมั้ย
เค้าก็บอกว่า "ไม่มี" กำ ไม่มีได้ไงอ่า แล้วเค้าบอกว่า เค้าไม่วัดน้ำหนักของคนในบ้านเค้า
- - เซ็ง เลยไม่รู้ว่า อ้วนขึ้นรึป่าวเลย แล้วบอกให้ดูตัวเองในกระจก
ก็นะ เห็นมันทุกวัน แยกไม่ออกอ่ะ - - แต่เอาน่ะ คิดซะว่ามัน อ้วนขึ้นแล้วก็แล้วกัน
 
แล้วก็อีกเรื่องนึง วันนี้ได้คุยกับ พี่กิฟ ด้วย ตกใจมากๆตอนที่พี่เค้าออนไลน์อ่ะ
เพราะเค้าไม่เคยออนเลย แล้วก็โชคดีมากเค้าตอบกลับด้วย
พี่เค้าบอกว่า ตอนนี้อยู่ อเมริกา ทำงานอยู่ที่โรงแรมใน Colorado Springs
ฟังแล้วช็อก หุหุ ไปซะไกลเลย เค้าบอกว่าจะทำซัก 1 ปี
แล้วกลับมาทำงานที่ไทยต่อ ไม่ก้อเรียนปริญญาโท ไปเลย ไม่ค่อยจะชัวร์นัก
 
จบการ พล่าม เรื่อยเปื่อย แต่เพียงเท่านี้
ปล.
คิดถึงทุกคน ที่คิดถึงเราและ ไม่คิดถึงด้วย
หิว ไม่ว่าจะเวลาไหน
 
   
18 febbraio

วันที่เท้าแตะนิวซีแลนด์

พอเริ่มออกเดินทางจากบ้าน ก็ง่วงนอนทันที แต่ก็พยายามที่จะไม่นอน
กะว่าจะไปนอนบนเครื่อง แต่กลับสลบไปงีบนึง ผิดหวังกับตัวเองเล็กน้อย
พอมาถึงสนามบินก็เอากระเป๋าไป โหลด แล้วก็เริ่มบอกลา ครอบครัว
เข้ามาในสนามบิน เวลาเหลือประมาณ สอง ชั่วโมง(โดยประมาณ)
เลยไปเดินเล่นซักพัก
หาของกินไปพลางๆแล้วก็โทรไปบอกลาเพื่อนบางคน
พอภึงเวลาเครื่องออก เลยต้องรึบเข้าไปนั่งด้านใน
แล้วก็เข้าไปในตัวเครื่องบินได้นั่งริมหน้าต่าง
แต่ก็ไม่ค่อยดีใจนัก
เพราะถ้าปวดฉี่ต้องรบกวนคนข้างๆเค้า
แต่ก็ต้องยอมนั่งไปทั้งอย่างนั้นน่ะ
และแล้วเครื่องก็ออก
โย่ว เครื่องออกแล้ว
ดีใจจังเลย
อิอิ
และแล้ว
ปัญหาก็เกิด
ไม่รู้สึกง่วงเลยซักนิด
เอาแล้วไง เครียด นอนไม่ได้
เครื่องก็สั่น วุ้ย ทำไมต้องสั่น - -
ทำอะไรไม่ได้มากก็เลยต้องมาดูหนัง
ดูจบไปหนึ่งเรื่อง โอ้ว ไม่ง่วงเลย! หนักก่าเดิม
แย่แล้วไง
กะว่าจะขอยานอนหลับจาก แอร์โฮสเตส แต่ก็ไม่กล้า
แล้วก็คงจะไม่มีซะด้วยซ้ำ - - เลยล้มเลิกความตั้งใจไปซะ
อาหารก็สุดยอด
กินไม่ลง ไรก็ไม่รู้ หน้าตาแปลกๆ เค้าบอกว่าเป็นหมู แต่ดูไงๆก็ไม่ใช่
ก็ได้แต่จิ้มเข้าปากไปสอง สามชิ้น แล้วก็ส่งคืนให้เค้าไป
ในที่สุดก็หลับไปงีบนึง โอ้ว หลับแล้วแต่ก็ได้แค่งีบเดียว
ก็ถูกปลุกมากิน ไอที่ดูไงๆก็ไม่ใช่ หมู อีกรอบนึง
 
ตอนนี้ตูดเริ่มชาแล้ว อยากเดินออกกำลังมากๆแต่ก็เกรงใจคนอื่นเค้า
รู้สึกเหมือนกับว่าเครื่องบินจะทำท่าลงจอดในไม่ช้า
แล้วกัปปิตันก็ประกาศ ออกมาว่า จะจอดใน10นาที
แต่กว่าจะแตะพื้นก็ปาไป20นาทีแล้ว บินวนอยูได้- -
มาถึง Auckland แล้ว
 
พอเครื่องจอดก็รีบเดินออกมาตามแผนที่ที่ เอเย่นได้ให้มา
เค้าบอกว่าให้ไป ดร็อป กระเป๋า ในที่ๆนึงที่ไม่ไกลมาก
แต่ก็หลง เพราะว่าไปครั้งแรก
เดินวนอยู่ สอง สาม รอบก็เจอ
แล้วก็ยืนรออยู่ประมาณ 15 นาที แล้วก็ดูตั๋วตัวเอง
เครื่องออกบ่ายสอง สี่สิบ แล้วเหลือบไปดูนาฬิกา
บ่ายสองครึ่ง
โอ้ว แล้วนี่ยังต้องนั่งรถไปเปลี่ยนเครื่องอีกที่นึงอีก
ไม่ทันแล้วววว
แล้วคนที่กำลังจัดการดร็อปกระเป๋าให้อยู่นั้น
บอกว่า ให้ไปที terminal เลย - - เซ็ง
ก็ได้แต่ทำใจไปขึ้นรถ
พอถึงที่ terminal ก็ต้องซื้อตั๋วใหม่ ราคาตั้ง 166 ดอล โอ้ว แม่เจ้า
แล้วยังมีคิดน้ำหนักเกินอีก 60 ดอล พระเจ้าช่วยกล้วยทอด
พอ พึมพำ กับตัวเองเสร็จ ก็เดินไปขึ้นเครื่อง
นั่งเครื่องนั้นไปจนถึง Chirstchurch
พอเครื่องจอดก็รีบบึ่งออกมา
แล้วก็มีคนมารับ
เฮ้อ
เหนื่อย จริงๆ ขอบอก แต่ไงๆก็มาถึงแล้ว เจอเพื่อนที่เคยอยู่ โรงเรียนเดียวกันด้วย ตอนเข้า Immigration หุหุ ตกใจเยย